เดือน: มีนาคม 2020

คราบเกาะบนผิวพระ แคลไซท์ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่

คราบเกาะบนผิวพระ “แคลไซท์” พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่

คราบเกาะบนผิวพระ ความฉ่ำของพระนี้เองที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “แคลไซท์” เป็นคราบเกาะ บนผิวพระ ทำให้มองเห็นเหมือนพระเปียกน้ำ องค์พระจะมีความเงาสวยงาม ฉ่ำวาวสะท้อนแสงคล้ายเพชร…

Read more
 

พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุเจดีย์เล็ก พิมพ์ทรงเจดีย์แหวกม่าน

พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุเจดีย์เล็ก พิมพ์ทรงเจดีย์แหวกม่าน

พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุเจดีย์เล็ก พิมพ์ทรงเจดีย์แหวกม่าน

การสร้างพระสมเด็จในยุคแรกๆ เกิดปัญหาการแตกหักของ พระเครื่อง เพราะแต่เดิมเคี่ยวโดยการใช้น้ำอ้อย ยางไม้ ผลไม้ที่มีความเหนียว (เช่น กล้วย) และแป้งจากข้าว มาเป็นส่วนผสม ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง

เพื่อแก้ไขปัญหาการแตกหักของพระสมเด็จที่จะสร้างขึ้นใหม่
เปลี่ยนมาใช้น้ำมันตังอิ้วเคลือบพระแทน จึงกลายมาเป็นสัญญลักษณ์ของพระสมเด็จยุคปลาย ที่คงทน สวยงาม ไม่แตกร้าว

ส่วนที่นิยมเรียกกันว่าแก่น้ำมันตังอิ้ว เพราะเมื่อเราส่องดูพระสมเด็จ จะเห็นความฉ่ำวาวสวยงามเหมือนพระเปียกน้ำนั่นเอง…

Read more
 

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จ พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร

พระสมเด็จ พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร

พระสมเด็จ พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร
เป็นพระสมเด็จที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนพระพิมพ์อื่นใด

พระสมเด็จพิมพ์อกครุฑ ไม่มีเส้นฐานซุ้มครอบแก้ว พระพักตร์ค่อนข้างกลมนูน พระเศียร ตามสัดส่วนแลดูใหญ่กว่าพระทุกพิมพ์ พระกรรณใหญ่หนาลักษณะคล้ายกรรณเจียกจรของชฎา

พระเกศโคนกว้างใหญ่ปลายเรียว จึงทำให้ดูโดยรวมคล้ายกับชฎา ลำพระองค์ตั้งแต่ส่วนพระอุระ(อก)ล่ำสัน อกผายไหล่ผึ่ง ส่วนของอกนูนยื่นออกมา แล้วจึงค่อยคอดเว้าลงมา มองดูคล้ายอกของครุฑ ลักษณะโดยรวมคล้ายกับครุฑ จึงเป็นที่มาของชื่อพระพิมพ์นี้

การวางมือปางสมาธิของพระพิมพ์อกครุฑจะวางมือมาชนกันเฉยๆ ไม่ได้วางทับประสานกัน ทำให้มองดูเป็นเส้นเรียวๆ มาบรรจบกัน เส้นหน้าตักหนาตัน ยกเว้นพระพิมพ์เล็ก และเส้นฐานสามชั้นของพระพิมพ์อกครุฑมีเส้นฐานทึบตันหนาทั้งสามชั้น

ทรงกรอบของพระพิมพ์อกครุฑ เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ พระสมเด็จพิมพ์อกครุฑ มีแม่พิมพ์ทั้งหมด ๓ แม่พิมพ์คือ พิมพ์อกครุฑใหญ่ พิมพ์อกครุฑกลาง และพิมพ์อกครุฑเล็ก…

Read more
 

พระสมเด็จบางขุนพรหม คราบกรุ

พระสมเด็จบางขุนพรหม คราบกรุ

พระสมเด็จบางขุนพรหม คราบกรุ

นักสะสมพระในสมัยโบราณ จะมีความเชี่ยวชาญเรื่องคราบกรุเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถบอกได้ว่าเป็น พระแท้ หรือไม่แท้โดยแทบไม่ต้องดูสิ่งอื่นๆประกอบ

จากมูลเหตุที่ว่าคราบกรุปลอมยากกว่าเนื้อมวลสาร เพราะการเกิดคราบกรุต้องเป็นไปตามปฏิกิริยาของเนื้อมวลสารกับสภาพแห่งธรรมชาติที่แวดล้อม อันผันผ่านตามกาลเวลานั่นเอง

แต่ในยุคปัจจุบัน นอกจากการพิจารณาจากความรู้พื้นฐานในเรื่องคราบกรุแล้ว เรายังมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ คือการหยดน้ำยาเคมีเพื่อทดสอบว่าพระสมเด็จองค์นั้นมีอายุมากว่า ๑๔๗ ปี…

Read more
 

เหรียญหลวงปู่ทิมวัดแม่น้ำคู้ ปี 2518

เหรียญหลวงปู่ทิมวัดแม่น้ำคู้ ปี 2518

เหรียญหลวงปู่ทิมวัดแม่น้ำคู้ ปี 2518

เหรียญหลวงปู่ทิม รุ่นอรหันต์ พิมพ์นิยมห้วปะ บล็อควงเดือน เนื้อทองแดงผิวไฟ สร้างปี 2518 ออกวัดแม่น้ำคู้เก่า จ.ระยอง เหรียญนี้สภาพเดิม ตำหนิต่างๆ ชัดเจน ต่อไปสนนราคายังไปได้อีกยาวๆ เก็บไว้มีอนาคตแน่นอนเป็นอีดหนึ่งรุ่นที่ออกต่างวัดที่ทันหลวงปู่ทิมปลุกเสก…

Read more
 

พระปิดตาพระอาจารย์ปาล วัดเขาอ้อ ตำนานพระเครื่อง

พระปิดตาพระอาจารย์ปาล วัดเขาอ้อ

พระปิดตาพระอาจารย์ปาล – พระอาจารย์ปาล ท่านเป็นลูกศิษย์ที่เรียนวิชาสายเขาอ้อรุ่นหลังพระอาจารย์เอียด และพระอาจารย์นำ ท่านได้เรียนวิชากับ พระอาจารย์ทองเฒ่าไว้มากทีเดียว พิธีกรรมที่สำคัญๆ ของสำนักเขาอ้ออย่างเช่น พิธีอาบว่านแช่ยา พิธีป้อนน้ำมันงาหรือพิธีหุงข้าวเหนียวดำ ซึ่งจัดขึ้นในสมัย พระอาจารย์ทองเฒ่า นั้น ก็มีพระอาจารย์ปาลคอยช่วยเหลือในการประกอบพิธีด้วยทุกครั้ง แล้วหลังจากที่พระอาจารย์ทองเฒ่ามรณภาพลง พระอาจารย์ปาลท่านก็เป็นเจ้าอาวาสสืบแทน

พระอาจารย์ปาลนอกจากว่าท่านจะมีวิชาความรู้ ความเชี่ยวชาญในวิทยาคมของสายเขาอ้อแล้ว พลังจิตของท่านก็กล้าแข็งมากแววตาเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง สามารถกำหนดจิตให้เป็นสมาธิด้วยความรวดเร็วภายในอึดใจเดียว ที่กุฏิของท่าน ก่อนที่จะขึ้นกุฏิจะมีอ่างน้ำล้างเท้า และมีผ้าเช็ดเท้าเก่าๆ อยู่ผืนหนึ่งที่เอาไว้เช็ดเท้าก่อนขึ้นกุฏิ ท่านเคยฉีกผ้าเช็ดเท้านั้นมาริ้วหนึ่ง แล้วให้ลูกศิษย์นำไปลองเผาดู พอจุดไฟแช็กเผาอยู่นานจนร้อนมือ แต่ผ้าเช็ดเท้าหาได้ไหม้ไฟไม่

พระปิดตาพระอาจารย์ปาล

ยังความอัศจรรย์แก่ลูกศิษย์มาก และครั้งหนึ่งมีคนมาลองดี ท่านก็เอาผ้าจีวรของท่านไปแขวนไว้ที่ราวตากผ้า แล้วให้คนคนนั้นทดลองยิงดู ปรากฏว่ายิงจนหมดโม่ แต่ลูกปืนไม่ถูกผ้าจีวรของท่านเลย ลูกปืนตกอยู่ที่หน้าผ้าจีวรของท่านทุกนัด ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น หากวัดต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายของสำนักเขาอ้อ จัดพิธีกรรมคราวใดก็จะต้องนิมนต์ท่านอาจารย์ปาลไปร่วมพิธีทุกครั้ง

วัตถุมงคลที่พระอาจารย์ปาลสร้างไว้มีอยู่หลายอย่างเช่นตะกรุด ซึ่งมีชาวบ้านมาขอให้ท่านทำให้เสมอๆ ส่วนมากจะเด่นทางด้านคงกระพันชาตรี แต่ท่านมักจะพิจารณาทำให้เป็นรายๆ ไป และกำชับเสมอว่าคนที่เอาตะกรุดของท่านไป ห้ามมิให้ประพฤติผิดลูกผิดเมียชาวบ้านเป็นเด็ดขาด ส่วนพระปิดตาของท่านนั้นเริ่มสร้างตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ.2490 เป็นต้นมา

การสร้างพระปิดตาของพระอาจารย์ปาลก็เหมือนกับการสร้างพระปิดตาของพระอาจารย์ทองเฒ่า และพระอาจารย์เอียด คือ เมื่อมีเวลาว่างและมีวัสดุพร้อม ท่านก็จะสร้างขึ้นทีละไม่มากนัก แล้วปลุกเสกแจกชาวบ้านไปเรื่อยๆ พอหมดแล้วมีเวลาว่างท่านก็จะสร้างขึ้นใหม่ พระปิดตาของพระอาจารย์ปาลนั้น ท่านจะปลุกเสกเดี่ยว และการที่ท่านสร้างมาเรื่อยๆ นี้เอง จึงทำให้มีพระพิมพ์ต่างๆ อยู่หลายพิมพ์ แต่เนื้อหาและเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงก็บ่งบอกได้ว่าเป็นพระปิดตาสายเขาอ้อ

พระปิดตา พระอาจารย์ปาลสามารถแยกแยะออกจากพระปิดตาของพระอาจารย์ทองเฒ่าและ พระอาจารย์เอียดได้คือ พระปิดตาของพระอาจารย์ปาลท่านจะมีพิมพ์ทรงป้อมๆ กว่า และเนื้อโลหะมักจะออกไปทางเนื้อขันลงหินและทองผสม พุทธคุณเน้นหนักไปทางด้านอยู่ยงและแคล้วคลาดครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระปิดตาพิมพ์ มหาอุดของพระอาจารย์ปาลมาให้ชมครับ…

Read more
 

ภูมิธรรมพระอาจารย์ใหญ่ แห่งเมืองสุพรรณ

ภูมิธรรมพระอาจารย์ใหญ่ แห่งเมืองสุพรรณ

ภูมิธรรมพระอาจารย์ใหญ่ แห่งเมืองสุพรรณ

จริง ๆ แล้วพระเถระ ชั้นคณาจารย์ ของเมืองสุพรรณบุรีนับได้ว่ามีมากมายและสืบสายมายาวนาน ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านที่ต้องรับศึก ขวัญและกำลังใจของนักรบทุกคนจึงต้องเข้มแข็งและเชื่อมั่น ดังนั้น ครูบาอาจารย์ก็ต้องแน่จริง

ปัจจุบันข้อมูลพระคณาจารย์ต่าง ๆ ก็เลือนไปตามกาลเวลา เมื่อสืบสาวลึกลงไปเท่าที่พอจะพบเป็นหลักเป็นฐานและมีความเข้มขลังเล่าลือกันทั่วคุ้งน้ำก็คงจะไม่พ้น “หลวงพ่อเนียม วัดน้อย” ประกอบกับท่านเป็นอาจารย์ของอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ดังนั้น คำว่า “พระอาจารย์ใหญ่แห่งเมืองสุพรรณ” คงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ด้วยมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภูมิธรรมของหลวงพ่อเนียมว่าได้ขั้นนั้น ขั้นนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งนี้ เรา ๆ ท่าน ๆ ที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลส ยังเสพกามตามวิสัยปุถุชนคงไม่สามารถพยากรณ์ถึงสภาวะแห่งภูมิธรรมท่านได้ จะมีก็เพียงแต่คาดเดากันไปตามภูมิรู้และความรู้สึกนึกคิดของแต่ละท่าน ในการนี้จะขอกล่าวเท่าที่สติปัญญาจะเอื้ออำนวย

ในยุคนี้เราเรียกว่า “ภัทรกัป” หรือ “ภัททกัป” เป็นกัปที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติมากที่สุด คือ 5 พระองค์ ไม่ใช่ 10 พระองค์อย่างที่บางท่านเข้าใจ ทั้งนี้ บางกัปไม่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติเลยก็มี และจักรวาลใดที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติจะเรียกจักรวาลนั้นว่า “มงคลจักรวาล” หากท่านอยากทราบรายละเอียดก็หาอ่านได้ทั่วไป แต่ถ้าจะให้ดีก็แนะนำหนังสือ “ชินกาลมาลีปกรณ์”

ทีนี้มากล่าวถึง “พระอริยบุคคล” กับ “พระอรหันต์” ว่าแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

พระอริยบุคคล ประกอบด้วย 1) พระโสดาบัน 2) พระสกทาคามี 3) พระอนาคามี และ 4) พระอรหันต์ ดังนี้จึงเห็นได้ว่าเมื่อกล่าวถึงพระอริยบุคคลหรือพระอริยเจ้าจึงรวมถึงทุกท่านตาม 1) – 4)

สำหรับพระอรหันต์ท่านจะเป็นผู้สิ้นอาสวะหรือเป็นผู้ดับกิเลสแล้ว หากจำแนกตามหลัก “อรหันต์ 4” จะได้ 4 ประเภท ขอย้ำว่า 4 ประเภท ไม่ใช่ 4 ขั้น กล่าวคือไม่ใช่ว่าพอสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขั้น 1 แล้วต้องไปต่อขั้น 2 ขั้น 3 และขั้น 4 (ไม่ใช่การฝึกวิชาตามคำภีร์เก้าเอี๊ยงหรือวิชาเคลื่อนย้ายจักรวาลแบบหนังจีนกำลังภายใน) สำหรับท่านไหนจะเป็นพระอรหันต์ประเภทใดก็สุดแต่บุญบารมีของแต่ละท่าน แบ่งได้ดังนี้ 1) พระอรหันต์สุกขวิปัสสก พระผู้เจริญวิปัสสนาล้วน สำเร็จพระอรหันต์ มิได้ทรงคุณวิเศษอย่างอื่นอีก 2) พระอรหันต์เตวิชชะ ท่านจะได้วิชาสาม คือ ระลึกชาติได้ รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย และทำอาสวะให้สิ้นไป 3) ฉฬภิญญะ ท่านสำเร็จอภิญญา 6 แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ตาทิพย์ หูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น เป็นต้น และ 4) เจตุปฏิสัมภิทัปปัตตะ หรือ ปฏิสัมภิทาญาณ ท่านจะเป็นผู้มีความรู้แตกฉานในสี่ด้าน (อันนี้ว่ากันอย่างย่นย่อและสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้)

ท้ายที่สุดไม่ว่าหลวงพ่อเนียมท่านจะเป็นพระอริยบุคคลแบบไหน อย่างไร ก็สุดจะหยั่งด้วยเหตุผลข้างต้น แต่ที่เราท่านทราบดีก็คือท่านเป็น “พระสุปฏิปันโน” ที่ทรงความดีให้เรากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจอย่างยาวนานนับชั่วอายุคน

เกร็ดท้ายเรื่อง : มีคนถามหลวงปู่ท่านหนึ่งว่า มีคนมาเล่าว่าเขาปฏิบัติถึงขั้นนั้น ขั้นนี้ ได้เห็นนั่นเห็นนี่ ได้เห็นอย่างนั้น ได้เห็นอย่างนี้ อันเป็นเรื่องเหลือวิสัย เขาเห็นจริงไหมครับ หลวงปู่ท่านก็เมตตาตอบให้ว่า “เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ของจริง”…

Read more
 

สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)

สมเด็จพระวันรัต ฉายา พฺรหฺมคุตฺโต นามเดิม จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพวรวิหาร
สมเด็จพระวันรัต มีนามเดิมว่า จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2479 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีชวด ณ บ้านเกาะเกตุ ต.ชำราก อ.เมืองตราด จังหวัดตราด โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายจันทร์และนางเหล็ย พราหมณ์พิทักษ์ ท่านสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด จากนั้น ได้เข้าพิธีบรรพชาเมื่อวันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2491 ณ วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด โดยมีพระวินัยบัณฑิตเป็นพระอุปัชฌาย์ กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2499 ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยบัณฑิต (ถาวร ฐานุตตโร) วัดคิรีวิหาร จ.ตราด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิสุทธิธรรมภาณ (แจ่ม ธัมมสาโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังอุปสมบทได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค จากสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร

ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 สมเด็จ พระวันรัต ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมมุนี ได้ปฏิบัติหน้าที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว (พระยานมาศพระนำ) และราชรถน้อย (รถพระนำ) อ่านพระอภิธรรมนำขบวนพระอิสริยยศ ในการเคลื่อนพระศพ จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

รวมทั้งในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี วันที่ 9 เมษายน 2555 สมเด็จ พระวันรัต ได้ปฏิบัติหน้าที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว (พระยานมาศพระนำ) และราชรถน้อย (รถพระนำ) อ่านพระอภิธรรมนำขบวนพระอิสริยยศ ในการเคลื่อนพระศพจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงอีกวาระหนึ่ง

ส่วนภาระหน้าที่พิเศษ ยากที่จะหาผู้ใดทำหน้าที่นี้ได้ในยุคปัจจุบัน คือ การที่ได้รับมอบหมายจากเถรสมาคมเป็นผู้ตรวจสอบการคำนวณปฏิทินหลวง (ปฏิทินจันทรคติไทย) และให้ความเห็น ก่อนที่จะประกาศใช้ในแต่ละปี นอกจากนี้ยังเดินหมุดและคำนวณปฏิทินปักขคณนาสำหรับวันลงอุโบสถให้กับคณะสงฆ์ธรรมยุตด้วย…

Read more
 

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)

 

พระราชพรหมยาน หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นพระภิกษุนิกายเถรวาทฝ่ายมหานิกาย เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี มีชื่อเสียงในด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้วิชามโนมยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ)

หลังการมรณภาพ สังขารร่างกายของท่านมิได้เน่าเปื่อยอย่างศพของคนทั่วไป และได้มีการเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าซุงจนถึงตอนนี้

(วีระ ถาวโร) เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2460 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในครอบครัวของชาวนาซึ่งมีฐานะค่อนข้างดี บิดาชื่อ นายควง สังข์สุวรรณ มารดาชื่อนางสมบุญ สังข์สุวรรณ ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวน 5 คน ดังนี้

นายวงษ์ สังข์สุวรรณ เกิดปี 2453 ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 ถึงแก่กรรมที่วัดท่าซุง เมื่อคราวมาช่วยหลวงพ่อที่วัดท่าซุง อายุ 60 ปี
นางสำเภา ยาหอมทอง (สังข์สุวรรณ) เกิดปี 2457 ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2545 อายุ 88 ปี อยู่บ้านสาลี อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)
นายเวก (หวั่น) สังข์สุวรรณ ต่อมาได้อุปสมบทเป็น พระครูพิศาลวุฒิธรรม (พระมหาเวก อักกวังโส) อยู่วัดดาวดึงษาราม กทม.เกิดวันที่ 15 กรกฎาคม 2463 อุปสมบทที่วัดบางนมโคเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2492 เมื่ออายุได้ 26 ปี 59 พรรษา มรณภาพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 รวมอายุ 85 ปี 3 เดือน 26 วัน
ด.ญ. อุบล สังข์สุวรรณ ถึงแก่กรรมตั้งแต่อายุ 4 ขวบ
ก่อนที่พระราชพรหมยานจะเกิดนั้น มารดาของท่านฝันว่า เห็นพระพรหมมีสีเหลืองเป็นทองคำเหมือนพระพุทธรูป นอนลอยไปในอากาศ มีเพชรประดับแพรวพราวทั้งตัว เข้าทางหัวจั่วด้านทิศเหนือ เข้ามานั่งที่ตักท่าน มารดาก็กอดไว้ แล้วก็หายเข้าไปในกาย เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ หลวงพ่อเล็ก เกสโร ซึ่งมีฐานะเป็นลุง ได้กล่าวว่า เจ้าเด็กคนนี้มาจากพรหม ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า “พรหม” และต่อมาภายหลัง คนที่จดสำมะโนครัวเขามาเปลี่ยนชื่อให้เป็น “สังเวียน” ท่านยายกับชาวบ้านเรียกว่า “เล็ก” ส่วนท่านมารดาและพี่ ๆ น้องๆ เรียกว่า “พ่อกลาง”

พ.ศ. 2466 อายุ 7 ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ 3

พ.ศ. 2474 อายุ 15 ปี อาศัยกับท่านยายที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ

พ.ศ. 2476 อายุ 17 ปี ช่วยราชการปราบกบฏบวรเดช

พ.ศ. 2478 อายุ 19 ปี เข้าทำงานเป็นเภสัชกรทหาร สังกัดกรมการแพทย์ทหารเรือ (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า)

อุปสมบท
พ.ศ. 2479 อายุ 20 ปี อุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 เวลา 13.00 น. ที่พัทธสีมาวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโคเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค เป็นพระอนุสาวนาจารย์

คำสั่งพระอุปัชฌาย์ ขณะเข้าบวช หลวงพ่อปาน ท่านบอกท่านอุปัชฌาย์ว่า เจ้านี่หัวแข็งมาก ต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ท่านเป็นพระทรงธรรมเหมือนหลวงพ่อ (ปาน) หลวงพ่อเล็กก็เหมือนกัน ท่านอุปัชฌาย์ท่านยิ้มแล้วท่านพูดว่า “3 องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูก เมื่อจะสึกไม่ต้องเสียดายนะลูก เกษียณแล้วบวชใหม่มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน 2 องค์นี้พอครบ 10 พรรษาต้องเข้าป่า เมื่อเข้าป่าแล้วห้ามออกมายุ่งกับชาวบ้านจนกว่าจะตาย จะพาพระและชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จงไปตามทางของเธอ ท่านปานช่วยสอนวิชาเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ (หมายถึงฉัน) จงเข้าป่าไปกับเขา แต่ห้ามอยู่ในป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวารมาก ต้องอยู่สอนบริวารจนตาย พอครบ 20 พรรษาจงออกจากสำนักเดิม เธอจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแล้วไม่อิ่มใจเท่าบวชพวกเธอ”…

Read more
 

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พระเถระสายพระป่าในประเทศไทย

 

หลวงปู่ฝั้น เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 ปีกุน ตรงกับวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่บ้านม่วงไข่ ตำบลพรรณา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นบุตรคนที่ 5 ของเจ้าไชยกุมาร (เม้า) ในตระกูล “สุวรรณรงค์” อดีตเจ้าเมืองพรรณานิคม มารดาของท่านมีชื่อว่า นางนุ้ย พระอาจารย์ฝั้น ครั้งวัยเยาว์ มีความประพฤติเรียบร้อย นิสัยโอบอ้อมอารี ขยันหมั่นเพียร อดทนต่ออุปสรรค และคอยช่วยเหลือกิจการงานของบิดา มารดา โดยไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
ท่านเข้าศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนวัดโพธิ์ชัย บ้านม่วงไข่ และเข้าไปศึกษาต่อกับพี่เขยที่เป็นปลัดขวา ที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ช่วงนั้นทีแรกท่านอยากรับราชการ แต่ต่อมาได้เห็นความเป็นอนิจจังของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ จึงได้เปลี่ยนความตั้งใจ และได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดโพนทอง บ้านบะทอง ซึ่งเป็นวัดมหานิกาย ต่อจากนั้นใน พ.ศ. 2463 จึงได้ถวายตัวเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และได้ขอญัตติเป็นธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2468 ที่วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์
ครั้น อายุได้ 20 ปี ท่านได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ณ วัดสิทธิบังคม ตำบลไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูป้อง เป็นอุปัชฌาย์ และเป็นผู้สอน การเจริญกรรมฐาน ตลอดพรรษาแรก ออกพรรษาแล้ว ท่านกลับมาพำนัก ที่วัดโพนทอง ซึ่งมีพระครูสกลสมณกิจ เป็นเจ้าอาวาส และวิปัสสนาจารย์ นำพระภิกษุฝั้น อาจาโร ออกธุดงคและเจริญภาวนา ในช่วงชีวิตบรรพชิตของหลวงปู่ ท่านได้ธุดงค์ยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเผยแผ่พระธรรม คำสอน จนกระทั่งเป็นที่นับถือศรัทธาของญาติโยมจำนวนมาก และได้รับการได้รับการยกย่องเป็น “อริยสงฆ์” องค์หนึ่ง ท่านมีศิษย์ที่เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายรูป เช่น พระโพธิธรรมาจารย์เถร (สุวัจน์ สุวโจ), สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) เป็นต้น
4 ม.ค. 2520 ณ วัดป่าอุดมสมพร ซึ่งถือเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญของท่าน สิริรวมอายุได้ 78 ปี 58 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงสรงน้ำศพ พระราชทานหีบทองประกอบศพ จนถึงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2521 ได้เสด็จพระราชทานเพลิงศพเป็นการส่วนพระองค์ ในบริเวณที่พระราชทานเพลิงศพของพระอาจารย์ฝั้นได้มีการสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร สูง 27.9 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ปลายแหลม ฐานกลม ขึ้นรูปด้วยกลีบบัวหุ้มฐานสามชั้น แต่ละกลีบบัวตกแต่งด้วยกระเบื้องเป็นรูปพระอาจารย์ต่างๆ ภายในเจดีย์มีรูปปั้นพระอาจารย์ฝั้นถือไม้เท้าขนาดเท่าองค์จริง มีตู้กระจกบรรจุเครื่องอัฐบริขารของท่าน…

Read more